การวิเคราะห์กราฟราคาคู่สกุลเงินอย่างถูกต้องถือเป็นหนึ่งในทักษะหลักที่เทรดเดอร์จำเป็นต้องมี ทว่าการมีทักษะนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้การันตีความสำเร็จโดยอัตโนมัติ
แน่นอนว่าผลลัพธ์จากการเทรดขึ้นอยู่กับทักษะการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างมาก แต่กระบวนการวิเคราะห์กราฟนั้นตัดปัจจัยเรื่องเงินทุนและอารมณ์ของเทรดเดอร์ออกไป ขณะที่ในการซื้อขายจริงบนตลาดฟอเร็กซ์ การตัดเรื่องเงินและอารมณ์ออกเป็นเรื่องยากลำบาก ด้วยเหตุนี้ เทรดเดอร์สองคนที่มีความรู้และทักษะเท่ากันจึงอาจสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ห้ามเข้าตลาดโดยไม่มีแผน

ทุกวันนี้ เว็บไซต์ด้านการเทรดมักเผยแพร่คำแนะนำและบทวิเคราะห์สำหรับการซื้อขายในตลาดฟอเร็กซ์เป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม แม้บทวิเคราะห์จะแม่นยำเพียงใด ก็ไม่สามารถสร้างกำไรให้เทรดเดอร์ได้ หากเขาไม่สามารถเข้าตลาดได้ทันเวลาที่เหมาะสม
การระบุรูปแบบกราฟ เช่น รูปแบบ “ศีรษะและไหล่” (Head and Shoulders) จะสร้างกำไรได้ก็ต่อเมื่อเทรดเดอร์สามารถดำเนินการตามสัญญาณของรูปแบบนั้นได้ทันท่วงที ความล่าช้าระหว่างสัญญาณเข้าตลาดกับการเปิดสถานะคือปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในตลาดฟอเร็กซ์
มีหลายวิธีในการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดสถานะ แต่สามแนวทางที่ใช้งานได้กว้างขวางและมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ:
- การเข้าตลาดเมื่อราคาทะลุแนวรับ-แนวต้านที่กำหนดไว้
- การเข้าตลาดเมื่อการย่อตัว (Correction) สิ้นสุดลงในทิศทางของเทรนด์
- การเปิดสถานะขณะที่ราคาเคลื่อนไหวในช่วงแคบ ก่อนเกิดการเคลื่อนไหวรุนแรง
เราจะพิจารณาแต่ละกลยุทธ์อย่างละเอียดดังนี้
กลยุทธ์ที่ 1: การเข้าตลาดเมื่อราคาทะลุระดับ (Breakout Strategy)
กลยุทธ์การซื้อขาย แบบทะลุระดับนั้นเรียบง่ายและเป็นที่นิยมในหมู่เทรดเดอร์
หลักการคือ เทรดเดอร์ระบุแนวรับและแนวต้าน (ทั้งแบบคงที่และแบบพลวัต) บนกราฟ จากนั้นเข้าตลาดหลังจากราคาทะลุระดับดังกล่าวขึ้นไป (ซื้อ) หรือลงมา (ขาย)

ป้ายข้อความอธิบายว่าเมื่อราคาทะลุแนวรับลงมาแล้ว ให้เปิดสถานะขาย (short) ลูกศรชี้ไปที่แท่งเทียนสีแดงยาวที่_BREAK_ แนวรับสีน้ำเงินลงมา ซึ่งเป็นสัญญาณเข้าออเดอร์ตามกลยุทธ์นี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด
แม้กลยุทธ์นี้จะดูง่าย แต่ก็แฝงความเสี่ยงสูง ตามกฎพื้นฐานของการวิเคราะห์เทคนิค ควรเปิดสถานะหลังจากราคาทะลุระดับแล้ว ย่อตัวทดสอบแนว (Retest) และเด้งกลับ นั่นหมายความว่า เทรดเดอร์ที่รอบคอบจะรอให้ราคาเด้งกลับจากระดับที่ทะลุก่อนเปิดสถานะ ไม่ใช่เปิดทันทีที่ราคาทะลุครั้งแรก หากไม่มีการย่อตัวทดสอบ เทรดเดอร์ก็จะไม่เปิดสถานะเลย

ลูกศรสีเขียวแสดงจุดที่เทรดเดอร์ที่มีเหตุผลจะเปิดสถานะขายหากราคาเคลื่อนที่ตามการคาดการณ์ ในขณะที่ลูกศรสีแดงชี้ไปยังจุดที่เทรดเดอร์ใช้อารมณ์ตัดสินใจเปิดสถานะขายเพราะกลัวที่จะพลาดจังหวะราคาและกำไร
นักเทรดหน้าใหม่จำนวนมากมักละเลยกฎข้อนี้ด้วยอารมณ์ ขณะที่ราคาตกอย่างรวดเร็วและห่างจากระดับที่ทะลุไปไกลมากแล้ว นักเทรดรีบไล่ราคาและเปิดสถานะทันที โดยปกติแล้ว ราคาจะพลิกกลับภายในไม่กี่จุด และเคลื่อนที่สวนทางกับตำแหน่ง ทำให้เกิดการขาดทุน
ขาดทุนแทนกำไร
เนื่องจากเปิดสถานะโดยฝ่าฝืนหลักการ จึงไม่สามารถตั้ง สต็อปโลส ได้อย่างเหมาะสม บางครั้งเทรดเดอร์อาจไม่ตั้งสต็อปโลสเลย เพราะไม่รู้ว่าจะวางไว้ที่ใดจึงจะเหมาะสม — แต่นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ดังนั้น การทะลุแนวรับ-แนวต้านจะสร้างกำไรได้ดีก็ต่อเมื่อเข้าตลาดได้ทันเวลา ส่วนใหญ่แล้ว เทรดเดอร์มักรีบไล่ราคาตอนปลายเทรนด์ จนมักได้รับผลลัพธ์เป็นขาดทุนแทนกำไร
กลยุทธ์ที่ 2: การเข้าตลาดเมื่อย่อตัวสิ้นสุด (Pullback Strategy)
การเทรดตามเทรนด์เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตลาดฟอเร็กซ์
หลักการคือ หลังจากราคาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ราคาจะย่อตัว (Correction) กลับมาหาเส้นเทรนด์ไลน์ (แนวรับในเทรนด์ขาขึ้น และแนวต้านในเทรนด์ขาลง) จากนั้นจึงสร้างแรงผลักดันครั้งใหม่ในทิศทางเดียวกับเทรนด์
กลยุทธ์ที่ 2 คือการเปิดสถานะเมื่อการย่อตัวสิ้นสุดลง วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูง เพราะแรงส่งมาจากเงินทุนของนักเทรดที่ตกรถในระลอกก่อนหน้า การเปิดสถานะในเวลาที่เหมาะสม ทำให้เราเพียงรอให้ราคาเคลื่อนไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อรับกำไร
กับดักที่ต้องระวัง
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้ก็มีกับดักแฝงอยู่ ตามหลักการวิเคราะห์เทคนิคคลาสสิก ควรเปิดสถานะ ก็ต่อเมื่อราคาเด้งตัวออกจากเส้นเทรนด์ไลน์ (แนวรับหรือแนวต้าน) แล้วเท่านั้น

ป้ายกำกับอธิบายว่าราคาดีดตัวขึ้นจากเส้นแนวรับของแนวโน้มขาขึ้น และเทรดเดอร์ที่เปิดสถานะซื้อ ณ จุดนั้นถือเป็นเทรดเดอร์ที่มีเหตุผล เครื่องหมายลูกศรชี้ไปยังจุดที่ราคาสัมผัสเส้นแนวรับล่างก่อนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความอดทนรอให้ราคาเด้งกลับ แถมยังคิดว่า “ทำไมต้องยอมเสียโอกาสทำกำไร” เมื่อสามารถเปิดสถานะซื้อได้ทันทีที่ราคาแตะเส้นเทรนด์ไลน์ โดยเสริมความมั่นใจด้วยวลีเช่น “เทรนด์ที่กำลังดำเนินอยู่มีแนวโน้มจะต่อเนื่องมากกว่าเปลี่ยนทิศทาง”, “Trend is your friend” เป็นต้น
นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ใด:

ภาพนี้แสดงกราฟแท่งเทียนที่มีเส้นแนวโน้มสีแดงสองเส้นขนานกัน โดยลูกศรสีเขียวชี้ถึงจุดเข้าซื้ออย่างมีเหตุผลและปิดทำกำไรได้ ขณะที่ลูกศรสีแดงชี้ถึงจุดเข้าซื้อด้วยความโลภเมื่อราคาแตะเส้นแนวโน้มบน ซึ่งส่งผลให้ต้องปิดสถานะขาดทุนในภายหลัง
กล่าวคือ ความโลภและความรีบร้อนทำให้เทรดเดอร์ไม่รอให้ราคาเด้งกลับ แต่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้น และเปิดสถานะซื้อทันที โดยหวังว่าจะอยู่ที่จุดเริ่มต้นของแรงผลักดันราคาเพื่อเพิ่มกำไร แต่การคาดการณ์นั้นผิดพลาด — ราคาทะลุแนวรับ ทำให้เทรนด์ขาขึ้นสิ้นสุดลง และต้องปิดสถานะซื้อด้วยการขาดทุน
ในทางกลับกัน เทรดเดอร์ที่รอบคอบ ถ้าไม่เห็นการเด้งกลับก็จะไม่เข้าตลาดเลย จึงไม่เกิดการขาดทุนใดๆ ความแตกต่างระหว่างเทรดเดอร์สองคนนี้ คือ “เวลาที่เลือกเข้าตลาด” ที่เหมาะสม
กลยุทธ์ที่ 3: การเข้าตลาดในช่วงราคาไซด์เวย์ (Range Breakout Strategy)
การเปิดสถานะขณะที่ราคาเคลื่อนไหวในช่วงแคบ มักทำให้เทรดเดอร์หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจ ทั้งที่หลักการนี้ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด
จากมุมมองตรรกะแล้ว การที่ราคาอยู่ในช่วงแคบ คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปิดสถานะ เพราะความผันผวนต่ำ ทำให้สามารถกำหนดระดับเข้า-ออกตลาดได้อย่างแม่นยำ และหลังจากช่วงสะสม (Consolidation) มักตามด้วยการเคลื่อนไหวราคาอย่างรุนแรงขึ้นหรือลง
กล่าวคือ เทรดเดอร์เปิดสถานะเมื่อราคาอยู่ในภาวะ “ไซด์เวย์” หรือทรงตัวอย่างชัดเจน และรอให้ราคาพุ่งขึ้นหรือร่วงลงอย่างรุนแรง ตามทิศทางที่คาดการณ์ไว้
กลยุทธ์นี้มี ข้อได้เปรียบที่สำคัญ คือ หากการคาดการณ์ผิดพลาดและราคาเคลื่อนที่สวนทาง เทรดเดอร์สามารถปิดสถานะได้ด้วยการขาดทุนน้อยที่สุด
จะเสริมกลยุทธ์นี้ให้แข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร?
รูปแบบการวิเคราะห์เทคนิคที่เหมาะกับกลยุทธ์นี้มากที่สุด คือรูปแบบที่แสดงถึงการสะสมราคา เช่น รูปแบบ “ธง” (Flag), รูปแบบ “สามเหลี่ยม” ทุกชนิด, “ลิ่ม” (Wedge), “ธงเล็ก” (Pennant) เป็นต้น

ข้อความอธิบายถึงการวางคำสั่ง SellStop รอไว้ตรงจุดที่ราคามีแนวโน้มจะหลุดออกจากร่วงกรอบสี่เหลี่ยม
ลูกศรชี้ไปยังบริเวณดังกล่าวบนกราฟแท่งเทียนเพื่อแสดงตำแหน่ง entry ที่คาดการณ์ไว้
ราคาจะบีบตัวอยู่ในช่วงแคบเหมือนสปริง ซึ่งเพิ่มโอกาสที่ราคาจะทะลุออกจากช่วงนั้นอย่างรุนแรง เทรดเดอร์ที่คาดการณ์การเคลื่อนไหวนี้ได้ถูกต้องและเปิดสถานะทันเวลา จะได้รับผลตอบแทนที่ดี
โดยทั่วไป การทะลุของราคาในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากพลาดช่วงเวลาที่เหมาะสม การไล่ตามเทรนด์อาจนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นเดียวกับกลยุทธ์แรก หาก วาง คำสั่งรอซื้อขาย ประเภท Sell Stop ไว้ที่ระดับที่คาดว่าราคาจะทะลุ ออร์เดอร์จะทำงานอัตโนมัติเมื่อเกิดการทะลุจริง
หากราคาทะลุในทิศทางตรงข้าม ออร์เดอร์ Sell Stop จะไม่ทำงานแน่นอน หากเกิด “การทะลุปลอม” (False Breakout) และออร์เดอร์เปิดขึ้นจริง แต่ราคาเคลื่อนที่สวนทาง ด้วยความแคบของช่วงราคา ขนาดสต็อปโลสที่ต้องใช้จะเล็กมาก จึงลดความเสี่ยงในการขาดทุนให้น้อยที่สุด
กลยุทธ์ไหนดีกว่ากัน และควรเลือกใช้อะไรในการเทรด
แล้วควรเลือกกลยุทธ์ใดในการเทรด? คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะการใช้กลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้นไม่สามารถแปลงเป็นสูตรสำเร็จที่ทำซ้ำๆ ได้
Fortraders เน้นย้ำว่า เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องวางแผนการเข้าออกตลาดตามสถานการณ์จริงในตลาด รวมถึงพารามิเตอร์ความเสี่ยงที่ตนเองกำหนดไว้ และกลยุทธ์การซื้อขายที่ใช้ ทั้งนี้ กลยุทธ์ทั้งสามไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่สามารถใช้ร่วมกันได้ในสถานการณ์เดียวกัน โดยเลือกใช้กลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งตามความเหมาะสม
คุณอาจสนใจ
https://fortraders.org/forex-for-beginers/forex-start/iz-chego-sostoit-trejding.html